🛡️ ใบอนุญาตสถานพยาบาล 20101003361 👨‍⚕️ ดูแลโดยแพทย์ · ว.37670 ✦ ดูดไขมัน BodyTite โดยแพทย์ 📍 พัทยา · ตรงข้าม Terminal 21

← บทความ · ฟื้นฟูผิว & สกินบูสเตอร์

สกินบูสเตอร์ DNA ปลาแซลมอน (PDRN): งานวิจัยล่าสุดเผยอะไร?

ตรวจสอบและดูแลเนื้อหาโดย นพ.ณธกร วรวัชรธนโชค (ว.37670) · ผู้อำนวยการแพทย์ · ปรับปรุงล่าสุด 2026-06-23

สรุปสั้น

PDRN หรือ Polynucleotide คือสารสกัดจาก DNA ปลาแซลมอน ที่ถูกนำมาใช้ในวงการความงามเพื่อฟื้นฟูผิวระดับชีวโมเลกุล (Biostimulator) โดยตรง งานวิจัยล่าสุดชี้ว่า PDRN ไม่ใช่แค่การเติมความชุ่มชื้น แต่เป็นการส่งสัญญาณให้เซลล์ผิวซ่อมแซมและสร้างตัวเองขึ้นมาใหม่ ช่วยแก้ปัญหาผิวเสื่อมสภาพจากต้นเหตุ ทั้งริ้วรอย ความหย่อนคล้อย และรอยแผลเป็น ซึ่งเป็นแนวทางการดูแลผิวที่ได้รับความสนใจอย่างสูงในปัจจุบัน

ประเด็นสำคัญ

  • PDRN/Polynucleotide คือ Biostimulator ที่กระตุ้นการซ่อมแซมเซลล์ผิวจากภายใน ไม่ใช่สารเติมเต็มประเภทฟิลเลอร์
  • กลไกหลักตามงานวิจัยคือการจับกับ A2A receptor บนผิวหนัง เพื่อลดการอักเสบและกระตุ้นการสร้างเนื้อเยื่อใหม่
  • เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการฟื้นฟูคุณภาพผิวโดยรวม (Skin Quality) ลดริ้วรอยเล็กๆ รูขุมขน และปรับปรุงรอยแผลเป็น
  • การรักษาต้องทำต่อเนื่องเป็นคอร์สเพื่อให้ผลลัพธ์ชัดเจนและยาวนาน โดยผลลัพธ์จะค่อยๆ ปรากฏและขึ้นอยู่กับสภาพผิวของแต่ละบุคคล
  • มีความปลอดภัยเมื่อใช้ผลิตภัณฑ์ที่ผ่านการรับรองและดำเนินการโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเท่านั้น

PDRN และ Polynucleotide: ไม่ใช่แค่ 'DNA ปลาแซลมอน' แต่คืออะไรในทางการแพทย์?

ในทางการแพทย์ PDRN (Polydeoxyribonucleotide) และ PN (Polynucleotide) คือชิ้นส่วนของ DNA ที่ถูกสกัดและทำให้บริสุทธิ์อย่างสูงจากอสุจิของปลาแซลมอน (Oncorhynchus mykiss หรือ Oncorhynchus keta) เหตุผลที่เลือกใช้ DNA จากปลาแซลมอนเนื่องจากมีโครงสร้างใกล้เคียงกับ DNA ของมนุษย์ ทำให้เข้ากันได้ดีกับร่างกายและมีโอกาสกระตุ้นให้เกิดการแพ้ได้น้อยเมื่อผ่านกระบวนการทำให้บริสุทธิ์เพื่อกำจัดโปรตีนอื่นๆ ออกไปหมดแล้ว

แม้จะมาจากแหล่งเดียวกัน แต่ PDRN และ PN มีความแตกต่างกันที่ขนาดโมเลกุล โดยทั่วไป PN จะมีสาย DNA ที่ยาวและซับซ้อนกว่า PDRN ทำให้มีคุณสมบัติในการสร้างโครงสร้าง (Scaffolding effect) ให้เซลล์ผิวมายึดเกาะได้ดีกว่าและอยู่ในผิวได้นานกว่า ในขณะที่ PDRN ซึ่งมีขนาดเล็กกว่า จะเน้นไปที่การส่งสัญญาณเพื่อกระตุ้นการซ่อมแซมเซลล์ (Signaling effect) เป็นหลัก การเลือกใช้จึงขึ้นอยู่กับเป้าหมายการรักษาและปัญหาผิวของแต่ละบุคคล ซึ่งแพทย์จะเป็นผู้ประเมินและให้คำแนะนำที่เหมาะสม

กลไกการทำงานเชิงลึก: PDRN ฟื้นฟูผิวระดับเซลล์ได้อย่างไรตามงานวิจัย

กลไกหลักที่ทำให้ PDRN ได้รับการยอมรับในงานวิจัยทางการแพทย์คือความสามารถในการจับกับตัวรับบนผิวเซลล์ที่ชื่อว่า A2A Adenosine Receptor การกระตุ้นตัวรับนี้จะส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในเซลล์หลายอย่างพร้อมกัน ประการแรกคือการลดการอักเสบ (Anti-inflammatory effect) ซึ่งเป็นต้นเหตุสำคัญของความเสื่อมในเซลล์ผิว ประการที่สองคือการกระตุ้นการหลั่งของสารเร่งการเจริญเติบโต (Growth Factors) เช่น VEGF (Vascular Endothelial Growth Factor) ซึ่งช่วยเพิ่มการไหลเวียนของเลือดและนำสารอาหารมาเลี้ยงผิวได้ดีขึ้น

นอกจากการส่งสัญญาณแล้ว PDRN ยังทำหน้าที่เป็น 'สารตั้งต้น' ให้กับเซลล์ในกระบวนการที่เรียกว่า Salvage Pathway เมื่อเซลล์ผิวหนังได้รับความเสียหาย เช่น จากแสงแดดหรือมลภาวะในเมืองพัทยา เซลล์ต้องการวัตถุดิบเพื่อซ่อมแซม DNA ของตัวเอง PDRN จะเข้าไปเป็นชิ้นส่วนพื้นฐานให้เซลล์นำไปใช้สร้าง DNA ใหม่ได้ทันทีโดยไม่ต้องสังเคราะห์ขึ้นเองทั้งหมด กระบวนการนี้ช่วยให้การซ่อมแซมผิวเกิดขึ้นอย่างมีประสิทธิภาพและรวดเร็วยิ่งขึ้น กระตุ้นให้เซลล์ Fibroblast สร้างคอลลาเจนและอีลาสตินใหม่ ส่งผลให้ผิวแข็งแรง ยืดหยุ่น และมีสุขภาพดีขึ้นจากโครงสร้างภายใน

ใครคือผู้ที่เหมาะกับการใช้ PDRN/Polynucleotide?

PDRN เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการฟื้นฟู 'คุณภาพผิว' โดยรวม ไม่ใช่การเปลี่ยนแปลงรูปหน้าอย่างชัดเจน กลุ่มเป้าหมายหลักคือผู้ที่มีปัญหาสัญญาณแห่งวัยระยะเริ่มต้น เช่น ริ้วรอยเล็กๆ (Fine lines) โดยเฉพาะบริเวณรอบดวงตาและรอบปากที่การใช้ฟิลเลอร์อาจดูไม่เป็นธรรมชาติ ผู้ที่มีผิวแห้งขาดน้ำ ขาดความยืดหยุ่น ผิวไม่เรียบเนียน รูขุมขนกว้าง หรือผิวดูอ่อนล้าไม่สดใส ซึ่งมักเกิดจากการเผชิญแสงแดดและมลภาวะเป็นประจำ

นอกจากนี้ ด้วยคุณสมบัติในการสมานแผลและฟื้นฟูเนื้อเยื่อ PDRN จึงเป็นทางเลือกที่น่าสนใจสำหรับผู้ที่ต้องการดูแลปัญหารอยแผลเป็นบางชนิด เช่น รอยแผลเป็นชนิดบุ๋ม (Atrophic scars) จากสิว หรือแม้กระทั่งรอยแตกลาย (Stretch marks) ในระยะเริ่มต้น โดยจะช่วยกระตุ้นการสร้างเนื้อเยื่อใหม่ให้ค่อยๆ ตื้นขึ้นและมีสีที่สม่ำเสมอกับผิวโดยรอบมากขึ้น

อย่างไรก็ตาม มีข้อควรระวังสำหรับบางกลุ่มบุคคล เช่น ผู้ที่มีประวัติแพ้ปลาหรือผลิตภัณฑ์จากปลาอย่างรุนแรง, ผู้ที่มีการติดเชื้อที่ผิวหนังบริเวณที่จะทำการรักษา, สตรีมีครรภ์หรือกำลังให้นมบุตร และผู้ที่มีโรคภูมิคุ้มกันทำลายตนเองบางชนิด ควรปรึกษาแพทย์อย่างละเอียดก่อนตัดสินใจทำการรักษา เพื่อความปลอดภัยและผลลัพธ์ที่ดี

เปรียบเทียบ PDRN กับ Skin Booster ตัวอื่น: Hyaluronic Acid (HA) และ Collagen

เมื่อเทียบกับ Skin Booster กลุ่ม Hyaluronic Acid (HA) เช่น Restylane® Vital Light กลไกการทำงานจะแตกต่างกันอย่างชัดเจน HA ทำหน้าที่หลักในการดึงน้ำเข้าสู่ผิว (Hydration) ทำให้ผิวชุ่มชื้นและดูอิ่มฟูขึ้นอย่างรวดเร็ว ผลลัพธ์เน้นไปที่การเติมเต็มความชุ่มชื้นเป็นหลัก ในขณะที่ PDRN ทำหน้าที่เป็น Biostimulator คือเข้าไปกระตุ้นให้เซลล์ผิวซ่อมแซมและสร้างองค์ประกอบผิวใหม่ๆ ด้วยตัวเอง ผลลัพธ์ของ PDRN จึงเป็นการเปลี่ยนแปลงคุณภาพผิวจากภายใน ซึ่งจะค่อยๆ เห็นผลและเน้นความยั่งยืนของสุขภาพผิวในระยะยาว

หากเปรียบเทียบกับกลุ่ม Collagen Biostimulator หรือ Collagen Filler เช่น TheraFill® ที่ Mediqueen Clinic มีให้บริการ จะพบว่าเป้าหมายใกล้เคียงกันคือการกระตุ้นการสร้างคอลลาเจน แต่มีรายละเอียดต่างกัน TheraFill® จะเป็นการให้คอลลาเจนบริสุทธิ์เข้าไปเป็นโครงสร้างให้เซลล์ยึดเกาะและกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนใหม่ไปพร้อมกัน ส่วน PDRN จะทำงานในระดับที่กว้างกว่า คือไม่ได้กระตุ้นแค่คอลลาเจน แต่ยังช่วยลดการอักเสบ เพิ่มการไหลเวียนเลือด และซ่อมแซม DNA ของเซลล์ ซึ่งเป็นการดูแลสุขภาพผิวโดยรวมอย่างครบวงจร การเลือกใช้จึงขึ้นอยู่กับว่าปัญหาหลักของผิวคืออะไร ซึ่งแพทย์จะเป็นผู้วินิจฉัยและวางแผนการรักษาที่เหมาะสม

ขั้นตอนการรักษาและสิ่งที่คาดหวัง: กระบวนการที่ Mediqueen Clinic

กระบวนการเริ่มต้นด้วยการปรึกษาแพทย์ (ดูแลโดยแพทย์ ว.37670) เพื่อประเมินสภาพผิวอย่างละเอียดและวางแผนการรักษาที่เหมาะสมกับคุณโดยเฉพาะ ก่อนการรักษาจะมีการทายาชาบริเวณที่จะทำการฉีดประมาณ 30-45 นาที เพื่อลดความรู้สึกเจ็บ จากนั้นแพทย์จะใช้เทคนิคการฉีดตัวยาเข้าไปในชั้นผิวหนังแท้ (Intradermal injection) เป็นจุดเล็กๆ กระจายทั่วบริเวณที่ต้องการฟื้นฟู เช่น ทั่วใบหน้า ลำคอ หรือหลังมือ ซึ่งใช้เวลาไม่นานนัก

สิ่งสำคัญที่ต้องเข้าใจคือ PDRN ไม่ใช่การรักษาที่เห็นผลในครั้งเดียว โดยทั่วไปแนะนำให้ทำต่อเนื่องเป็นคอร์ส ประมาณ 3-4 ครั้ง ห่างกันทุก 2-4 สัปดาห์ เพื่อให้เซลล์ผิวได้รับการกระตุ้นอย่างต่อเนื่องและสร้างผลลัพธ์ที่ชัดเจน หลังจากจบคอร์สแล้ว อาจกลับมาทำซ้ำทุก 6-12 เดือนเพื่อคงสภาพผิวที่ดีไว้ ผลลัพธ์จะค่อยๆ ปรากฏให้เห็น โดยจะเริ่มรู้สึกว่าผิวเรียบเนียนขึ้น ชุ่มชื้นขึ้น และดูกระจ่างใสขึ้นหลังจากการรักษาไปแล้ว 2-4 สัปดาห์ และจะดีขึ้นเรื่อยๆ ตลอดคอร์สการรักษา ทั้งนี้ ผลลัพธ์สุดท้ายขึ้นอยู่กับสภาพผิวและการดูแลตัวเองของแต่ละบุคคล

การดูแลตัวเองหลังทำและผลข้างเคียงที่อาจพบได้

หลังการรักษา บริเวณที่ฉีดอาจมีรอยแดง ตุ่มนูนเล็กๆ (Papules) หรือรอยช้ำจากเข็มได้ ซึ่งเป็นอาการปกติและมักจะหายไปเองภายใน 1-3 วัน ในช่วง 24 ชั่วโมงแรก ควรหลีกเลี่ยงการสัมผัส นวด หรือถูบริเวณที่ฉีดแรงๆ งดการแต่งหน้า และหลีกเลี่ยงกิจกรรมที่ทำให้เลือดสูบฉีดมาก เช่น การออกกำลังกายอย่างหนัก การเข้าซาวน่า หรือการดื่มแอลกอฮอล์ เพื่อลดความเสี่ยงของอาการบวมหรือช้ำที่อาจเพิ่มขึ้น

การดูแลตัวเองในระยะยาวหลังทำ โดยเฉพาะในสภาพอากาศร้อนชื้นของพัทยา คือการทาครีมกันแดดอย่างสม่ำเสมอและหลีกเลี่ยงแสงแดดจัด เพื่อปกป้องผิวที่กำลังอยู่ในกระบวนการฟื้นฟู สำหรับผลข้างเคียงที่รุนแรงนั้นพบได้น้อยมาก โดยเฉพาะเมื่อทำโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญในสถานพยาบาลที่ได้มาตรฐานและใช้ผลิตภัณฑ์ที่ผ่านการรับรองจากอย.ไทย การเลือกคลินิกและแพทย์จึงเป็นปัจจัยที่สำคัญอย่างยิ่งต่อความปลอดภัย

คำถามที่พบบ่อย

ฉีด PDRN เจ็บไหม?

ก่อนการฉีดจะมีการแปะยาชาเพื่อบรรเทาความเจ็บ ระหว่างฉีดอาจมีความรู้สึกเล็กน้อยจากปลายเข็ม แต่โดยรวมแล้วเป็นหัตถการที่คนไข้ส่วนใหญ่ทนได้ดีครับ/ค่ะ

ผลลัพธ์ของ PDRN อยู่ได้นานแค่ไหน?

หลังจากทำการรักษาครบตามคอร์สที่แพทย์แนะนำ ผลลัพธ์ด้านคุณภาพผิวที่ดีขึ้นสามารถคงอยู่ได้นานหลายเดือน โดยทั่วไปประมาณ 6-12 เดือน ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับไลฟ์สไตล์ การดูแลผิว และสภาพผิวเดิมของแต่ละบุคคล แพทย์อาจแนะนำให้กลับมาทำซ้ำเพื่อคงผลลัพธ์ที่ดีเยี่ยมไว้

ต่างจากฟิลเลอร์ (Filler) อย่างไร?

ฟิลเลอร์ เช่น สารไฮยาลูรอนิกแอซิด (HA) มีหน้าที่หลักในการ 'เติมเต็ม' เพื่อเพิ่มปริมาตร ลดร่องลึก หรือปรับโครงสร้างใบหน้า แต่ PDRN เป็น 'Biostimulator' ที่ไม่ได้เน้นการเติมเต็ม แต่จะเข้าไปกระตุ้นให้เซลล์ผิวของเราซ่อมแซมและสร้างคอลลาเจนขึ้นมาใหม่เอง เพื่อฟื้นฟู 'คุณภาพผิว' ให้แข็งแรงและสุขภาพดีจากภายในครับ/ค่ะ

ถ้าแพ้อาหารทะเล จะฉีด DNA ปลาแซลมอนได้ไหม?

เป็นคำถามที่สำคัญมากครับ/ค่ะ ผู้ที่มีประวัติแพ้อาหารทะเล โดยเฉพาะปลา ควรแจ้งให้แพทย์ทราบอย่างละเอียดก่อนทุกครั้ง แม้ว่า PDRN ที่ใช้ทางการแพทย์จะผ่านกระบวนการสกัดโปรตีนที่ก่อให้เกิดการแพ้ออกไปจนหมดแล้ว แต่เพื่อความปลอดภัยสูงสุด แพทย์จำเป็นต้องประเมินความเสี่ยงเป็นรายบุคคล ในกรณีที่มีประวัติแพ้รุนแรง อาจต้องหลีกเลี่ยงการรักษานี้

ต้องพักฟื้นนานแค่ไหน? กลับไปทำงานได้เลยไหม?

การพักฟื้นน้อยมาก หลังทำอาจมีรอยแดงหรือตุ่มนูนเล็กๆ ซึ่งมักจะยุบลงในเวลาไม่กี่ชั่วโมงถึง 1-2 วัน สามารถใช้ชีวิตประจำวันและกลับไปทำงานได้ตามปกติ แต่แนะนำให้หลีกเลี่ยงกิจกรรมที่ต้องออกแดดจัดหรือกิจกรรมที่ทำให้เหงื่อออกมากในวันแรกหลังทำครับ/ค่ะ

บทความที่เกี่ยวข้อง

⚠️ ผลลัพธ์ขึ้นกับแต่ละบุคคล · เนื้อหานี้เป็นข้อมูลทั่วไป ไม่ใช่คำแนะนำทางการแพทย์เฉพาะบุคคล โปรดปรึกษาแพทย์ก่อนตัดสินใจ

ปรึกษาแพทย์ฟรี ทาง LINE
ปรึกษาฟรี · LINE